::.. The Change is "นิรันดร์" ..::

Mr. Nithisit's posts with tag: tcdc 1

What are tags? You can give your posts a "tag", which is like a keyword. Tags help you find content which has something in common. You can assign as many tags as you wish to each post.
View posts by people in your network with tag tcdc 1
 


 

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ชาว Creative  Designer Photographer  และ MacDD ครับ

สืบเนื่องมาด้วยเหตุผลที่ว่า  ผมได้นะเสนอบทความดังกล่าวลงในกระทู้แล้ว มันอ่านยากส์ไปนิดส์ เลยอยากให้เพื่อนๆ อ่านง่ายขึ้น ครับ

มาเริ่มกัน เลยครับ ...

เช้าวันเสาร์ ที่ 7 เมษายน 2550 กรมอุตุฯ บอกว่า ช่วงนี้ระวังพายุฤดูร้อน และปีนี้อากาศไม่ได้ร้อนกว่าทุกปี แต่มาเร็วกว่าทุกปี พร้อมๆ กับนานกว่าทุกปี(แหมมันร้อนจริงๆ ครับ) แต่ไม่ว่าจะอย่างไรผมรู้ว่า วันนี้ช่วงบ่ายจะมีการบรรยายหรือเสวนาดีๆ จากกลุ่มคนแจ่มๆ วงการ Graphic Design และวงการโฆษณา ผมในฐานะคนนอกวงการด้านนี้ แต่อยากทำงานด้านนี้จึงถือโอกาสดีๆแบบนี้

      เข้าร่วมทันทีโดยโทรไปจองที่นั่ง จาก TCDC สถานที่ดีๆ ที่เป็นมรรคผลจาก โครงการ OKMD ทำให้ เราได้มีทั้งกิจกรรมและสถานที่ให้ความรู้และ material  ด้านการออกแบบ แจ่มๆ น่ะ

              ประมาณซัก จะกำลังบ่าย 4 ผมเข้าไป Register เข้างาน (ผมเพิ่งเคยไปครั้งแรกน่ะเจ้า TCDC ตื่นเต้นๆ)     และแล้วก้อเดินผ่านงาน Exhibitions เกี่ยวกับไทๆ  และเดินผ่านเข้าสู่ห้องที่จัดการบรรยาย ยั่งตื่นเต้นและปวดหัว นิดๆ (สงสัยว่าโดนฝน และแอร์เย็นชิบ) ก่อนเข้าผมคิดว่าผมต้องได้พบกับ เจ้าเครื่อง Mac แน่นอนครับและได้พบจริงๆ ครับ พร้อมกับพี่ๆ ทั้งสามท่าน ได้แก่


ผศ. โชติวัฒน์ ปุณโณปถัมภ์

สถิตย์ เลิศในเกียรติ และ

ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์ (พี่ชูเกียรติ์ ผมเห็นครั้งแรก ช๊อคมาก นึกว่านักดนตรีร็อค)

            หลังจากเริ่มพิธีการสักพัก เริ่มกันที่พี่ สถิตย์ พี่สถิตย์จะเริ่มจากปัจจุบัน ย้อนกลับไปสู่อดีต (Time machine รึป่าว) พี่เค้าเริ่มจากงาน   โฆษณาหลายผลงานที่ผ่านมา มีแอบมุขบ้างพอเป็นสีสัน และเกริ่นถึง CS3  ว่าภาพบางภาพเทคนิคในตอนนั้น ถ้าตอนนี้ใช้ CS3 จะสะดวกขึ้น และพี่จะสอดแทรกแนวคิดการใช้แนวคิดว่า เราต้องลุย ณ ปัจจุบัน พี่เค้าสามารถด้าน 3D และนำมารวมกัน ทำให้เราสามารถลดต้นทุนบางอย่างลงได้ ทำให้เราใช้จินตนาการได้มากขึ้น กว้างขึ้น ทดลองอะไรๆ ได้มากขึ้น เพราะ tool
มันทำให้เราจินตนาการไปกับมันได้ทันที (อันนี้ อาจารย์โชติวัฒน์ เสริม) แต่ที่ผมสังเกตุมากๆ คือ พี่สถิตย์ เป็นคนที่มีความเป็น SCI ครับหลายอย่างที่พี่เข้าแก้ปัญหา ออกมาได้อารมณ์ นักวิทยาศาสตร์มากๆ
(ผมเองก้อเรียนจบด้าน SCI) ผมว่าการนำ ART กับ SCI มาผสมผสานจะเป็นการเพิ่มมูลค่าแก่การทำงานที่ดีทีเดียว และทำให้เราไม่กลัวเทคโนโลยี แต่พี่ สถิตย์เองก้อแอบใช้ความสามารถเจ้าเทคโนโลยีหลายอย่าง เล่นเอา บางอาชีพในวงการอาจจะต้องทำอาชีพอื่น

              พี่สถิตย์ พูดถึงการใช้ 3D ช่วยงานได้อย่างน่าฟังมากครับ ทำให้ผมเกิดแนวคิดอะไรๆ เยอะมาก ทำให้รู้ว่าอะไรจริง อะไรหลอกเราอยู่ ทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจว่าที่เราเคยเห็นนี้ มันเป็น 3D หรือ ทำ mold พี่ชูเกียรติ์ กับอาจารย์ โชติวัฒน์ ก้อแอบถามบ่อยๆ ชักไม่แน่ใจกับตาตัวเราเองแฮะ .... ????

  พูดมาจนถึงงานที่พี่เข้าเริ่มทำในยุคแรก ก้อมีกลิ่นอายของความ manual มากและเราก้อพักเบรคครับ ระหว่างนี้ผม ก้อไม่ได้เดินออกไปไหน นะครับแต่เดินดูรอบๆห้องกันต่อ มองดูนาฬิกา นี้เลยเวลาเลิกงานแล้วนี้หว่า (คุ้มจริงๆ) สักพักเริ่มเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ช่วงนี้มีทีเด็ด (เล่นเอาผมซึ๊ง)


        เริ่มต้นโดยการเปิดภาพพระพุทธเจ้าครับ และเริ่มโดยอาจารย์ โชติวัฒน์ ผมเคยฟัง พี่เค้าครั้งหนึ่งงาน cannon อาจารแกเฉียบในอารมศิลป์ จริง และเข้าใจถึงแก่นมากทำเอาผมอยากไปไปเรียน ป ตรี ศิลปากรเลย (สองครั้งแล้วนะครับอาจารย์)
อาจารย์พูดถึงข้อดีและความตื่นเต้นของการมี tool แบบคอมพิวเตอร์ แล้วแสดงภาพประกอบ ตาม ว่าเราสามารถลองอะไรกับสิ่งที่เราคิดแล้ววาดออกมา แล้วโยนมันเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อทดลอง เปลี่ยน form อารมสี เปลี่ยนน้ำหนักต่างๆ ผมเห็นแล้วก้ออืมเล่นเหมือนเราตอนที่เราใช้ illus ก่ะ photoshop เลย แต่งานขออาจารได้อารมมากๆ เล่นเอาเกิดแนวคิดใหม่ๆ เยอะมากในหัวผม อาจาร พูดถึงความตื่นเต้น
จนผมก้อรู้สึกคิดตามว่า เออเราก้อเคยเป็นนะ สักพัก แกโชว์งานที่
มหกรรมกีฬามหาลัยโลก
ที่ประเทศได้เป็นเจ้าภาพ แล้วรัฐบาลให้มหาลัยต่างๆ รับผิดชอบคนล่ะส่วน แล้วแกหยิบเจ้ามอสคอตให้ดูซึ่งมาจาก ต่างประเทศ
(ผมเห็นครั้งแรก ผมคิดในใจว่า เสี่ยวว่ะ ใครเป็นคนทำว่ะ)  แล้วอาจารแกก้อบอกว่า
โจทย์ไม่ชัดเจน ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม แล้วแกอาศัยจินตนาการและงานจากครั้งที่ผ่านมา แล้วแปลงมาให้เราๆ เห็น ผมช็อค!! ไปกับสิ่งที่อาจารแกเสนอ นี้มันศิลปะไทยร่วมสมัยมากๆ แถมดนตรีประกอบก้อ อินเตอร์ดีด้วย คืออารมมันอ่อนช้อย แต่แฝงความเป็นกีฬาการแข่งขัน แต่ที่เด็ดสุดคือการแทรกความเป็นไทยในทุกจุด ถ้าผมมีเงินผมยอมเป็น sponsor ทำให้เลย ไม่ก้อผมลงมือไปขีดเส้นให้ด้วย คือมันกลายเป็นทั้ง Brand ประเทศไทย มีความเป็น Marketing ในตัว แล้วปิดท้ายด้วย เจ้าตัวมอสคอทที่อาจารออกแบบเองเป็น 3D รูปกระต่ายสีขาว ผมเห็นก้อ แบบว่านี้มัน Less is more (น้อยแต่แน่น) ชัดๆ ดีก่าของ ที่ฝรั่งออกแบบมาอีก แต่เศร้านะเพราะฝรั่ง จะเอา ไอ้ตัวเสี่ยว (แย่จังแล้วจะให้เราเป็นเจ้าภาพ แล้งไหงมาปิดกั้น จริงเราน่าจะมี อำนาจการต่อรองหน่อยนะ)


   *สาเหตุที่ อาจารออกแบบเป็นกระต่ายด้วย เพราะว่า ปีประสูติของในหลวงของเรา
ตรงกับปี เถาะพอดีครับ จึงนำ กระต่ายเป็นสัญลักษณ์


    จบ section ของอาจารโชติวัฒน์ ทำให้ผมคิด ว่า เราหนาวว่ะอากาศเย็นมากแม้เลือดในกายมันคลุกกรุ่นอยากกลับไปเปิดเครื่องทำงานจัง แต่ไมหนาวจัง
คงเพราะ พี่ท่านต่อไปที่มาจากแดนไกลหรือป่าว ใช่แล้วครับถึงคิวของ พี่ชูเกียรติ
ผมก้อเพิ่งเคยเห้นพี่เค้าครั้งแรก และเลยรู้ว่าพี่เค้าไปทำงานที่อเมริกาอยู่นานมาก แล้วกลับมาไทย และเป้นที่น่าภูมิใจที่พี่แกเป็นคนที่นำแนวคิด และใช้ คอมพิวเตอร์เพื่องาน graphic วาดภาพลง หนังสือพิมพ์ NY Time (ผิดพลาดประการใด ขอโทษดว้ยนะครับ ชัดไม่แน่ใจ) แกใช้แนวคิดที่แปลกไปจากคนยุคนั้นที่พยายามทำให้ คอมวาดภาพเหมือน พู่กัน แต่พี่แกบอกว่า แกวาดโดยคิดว่า "คอมจะวาดออกมาได้อย่างไรให้ดี และตรงกับธรรมชาติของคอม" เหมือนเราเข้าใจเครื่องมือ แล้วเข้าใจธรรมชาติ โดย พี่เค้านำเสนอเป็นแนว คิวบิด ส่วนผมเรียกว่า iso ซึ่งเป็นแนวที่ผมชอบมากๆ ผลงานที่แกนำเสนอนั้น แกบอกว่าแกใช้เวลาไป กับการศึกษา 2 เดือนเต็ม ผมพอเข้าใจอารม เขียน line (x1,y1) to (x2,y2) มากๆ เพราะว่าผมเคยเรียนและเขียน pascal ออกเป็น CG มานี้ถ้าเขียนเป็น array ด้วยตึ๊บ เลย จริงๆ

       ภาพแนวของพี่ท่านนี้ผมชอบมากนะครับ ผมเรียกแนวนี้ว่า ISO lego 45 สนุกดี ถ้าได้สี pan tone หรือ 2D plastic shade ผมจะชอบมากผมทำบ่อย มั่วๆ เอาเขียนแบบมาประยุกต์ และแล้วก้อถึงช่วงเวลาที่ปิดงานครับ

      โดยพี่สถิตย์ให้โอกาสเราถามคำถามมีคนยกมือแซงผม แล้วถามว่า

  “พี่ๆ ทั้งสามคนมีหลักในการ ออกแบบอย่างไร หรือหลักในการทำงานอย่างไร บ้าง”

ราวๆนั้น
     ผมจำคำตอบโดยละเอียดไม่ได้ เพราะ ผมกำลังคิดตามกับสิ่งที่พี่ๆ ทั้งสาม เค้าพูดมา  

     พี่สถิตย์  จะตอบประมาณว่าให้เรา คิดเชิงรุก หรือลุยไปข้างหน้างาน เพื่อก่อให้เกิด error น้อยที่สุดเหมือนให้เราใส่ใจ และวางแผนการทำงานก่อนลงมือปฏิบัติ

      พี่ชูเกียรติ  จะบอกว่าเริ่มจากความขี้เกียจ แล้วใช้ tool รู้จัก tool
ของเราให้มากที่สุดเพื่อการประยุกต์ใช้

และสุดท้ายครับ ตรงใจผมทีเดียว

      อาจารย์โชติ บอกว่า เราต้องรัก ต้องมีรัก

  พี่สถิตย์ เสริมว่า ถ้าเรา ทำในสิ่งที่เรา รัก เราอาจจะทำได้เพียง สิ่ง หรือสองสิ่ง
เหมาะสำหรับกลุ่มที่เกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน แต่ถ้าเรากลับคำ มารักในสิ่งที่ เราทำ
เราอาจจะทำอะไรๆ ได้มากมาย

             จบการบรรยายครับ แว๊บแรกมาในสมองผมคือ ขอบคุณพี่ๆ ทั้ง สามท่านมากๆ ขอบคุณ TCDC ขอบคุณ MacDD ที่ประชาสัมพันธ์เสริม TCDC อีกแรง
ทำให้การก้าวเข้าสู่วงการนี้ ผมพร้อมมากขึ้น (แต่การบ้านผมเพียบเลย)

     กลับมาถึงบ้านราว 3 ทุ่มเศษคิดในใจว่าน่าจะพิมพ์มาเล่าสู๋กันฟัง ปล.
ยังไงผมคิดว่าอาจจะไม่ละเอียดบ้าง ผิดบ้าง แต่ก้อเล่าบรรยากาศก่ะ keywords คร่าวๆ

                 

 

     ผมอยากบอก ใครหลายๆ คน และทุกท่านครับว่า บ้าน เมืองเราต้องการคนมี ฉันทะ วิริยะ อุสาหะ ในทุกสายวิชาอาชีพ แหล่ะครับ  ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ สถาปนิก วิศวกร  หรืออาชีพใดก้อตาม  มันเหมือนเซลในร่างกายครับ หากมันทำงานไม่สัมพันธ์กันร่างกายคงมีปัญหา   และแน่นอนครับ คุณธรรมจริยธรรม

             หลักของความพอเพียง ไม่ใช่ให้เราหยุดพัฒนา แต่เป็นหลักให้เราพัฒนาโดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ และมีความสุขครับ

                                      จากพระบรมราโชวาท ในหลวงของเราชาวไทยทุกคน ครับ

 

* ภาพทุกภาพนำมาจาก web TCDC ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ให้แก่ทาง TCDC เท่านั้น

สีฝุ่น นำเสนอ


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help